ทำความรู้จัก “FUE” เทคนิคศัลยกรรมทรงผมจากเซลล์รากผมให้กลับมาดูดีได้อีกครั้ง

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

การศัลยกรรมทรงผมมีทั้งแบบ FUE, FUT และ ARTAS แต่ละแบบมีกรรมวิธีที่แตกต่างกัน โดยแบบ  FUE จะเป็นการปลูกผมแบบเจาะเซลล์รากผม ส่วน FUT จะเป็นการปลูกผมแบบผ่าตัด และแบบ ARTAS คือการใช้หุ่นยนต์ปลูกผมซึ่งก็ถือว่าเป็นเทคนิค FUE เช่นกัน การศัลยกรรมให้มีประสิทธิภาพจะต้องใช้ระยะเวลาปลูกผม 1 เดือนขึ้นไปถึงจะเห็นผลได้ชัดเจน และในวันนี้เราจะพามาเจาะลึกกับการศัลยกรรมแบบแรกโดยเฉพาะ ทำความรู้จัก “FUE” เทคนิคศัลยกรรมทรงผมจากเซลล์รากผมให้กลับมาดูดีได้อีกครั้ง

การปลูกผม FUE คือ 

Follicular Unit Excision (FUE) เรียกได้ว่าเป็นการศัลยกรรมผมเพื่อแก้ปัญหาผมร่วงบาง โรคผมร่วง หรือปัญหาศีรษะล้านจากพันธุกรรมที่นิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งวิธีการนี้แพทย์จะใช้เครื่องมือทำการปลูกผมจริงโดยการเจาะหนังศีรษะมาทีละช่อเพื่อทำการปลูกผมจริง

การปลูกผมแบบดึงรูขุมขน (FUE) ทำได้โดยการดึงรูขุมขนออกจากผิวหนังของคุณและฝังไว้ที่อื่นในร่างกายของคุณ วิธีนี้จะทำให้ผมในบริเวณใหม่ดูหนาขึ้น โดยเทคนิค FUE มีขึ้นเพื่อแทนที่เทคนิคการปลูกถ่ายหน่วยฟอลลิคูลาร์ (FUT) แบบ “คลาสสิก” ขั้นตอนนี้ทำได้โดยการนำผิวหนังหรือหนังศีรษะทั้งชิ้นพร้อมกับรูขุมขนและปลูกถ่ายผิวหนังในบริเวณเป้าหมาย 

เทคนิค FUE ได้รับความนิยมมากกว่า FUT เนื่องจากมีโอกาสน้อยที่จะนำไปสู่รูปลักษณ์แบบ “ที่เสียบผม” หรือ “hair plug” นอกจากนี้ยังไม่ทิ้งรอยแผลเป็นขนาดใหญ่เหมือนที่ FUT ทำอีกด้วย สำหรับผู้ที่สามารถศัลยกรรมการปลูกผมแบบ FUE ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีผมที่แข็งแรงหรือหนาพอที่จะปลูกถ่ายในบริเวณที่ผมบางหรือศีรษะล้านได้

เซลล์รากผม

ขอบคุณภาพจาก Million Hair Clinic

ข้อดีของ FUE 

1.เนื่องจากการเจาะนั้น ทำให้เกิดแผลที่มีลักษณะเป็นจุดขนาดเล็กกระจายทั่วไป ไม่ต้องตัดหนังศีรษะ ไม่ต้องมีการตัดไหม วิธีนี้จึงไม่รุนแรงมากนัก ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า mini invasive ซึ่ง invasive นั้นคือการเจาะตัด แต่ไม่เท่ากับการตัดชิ้นเนื้อออกมาเป็นแผ่นแล้วเย็บ ทำให้ฟื้นตัวเร็ว เพราะแผลปลูกผมจะค่อนข้างเล็ก

2.หากในกรณีต้องการจำนวนกราฟเยอะ ๆ บางทีจะต้องใช้พื้นที่ในการเจาะค่อนข้างเยอะ และโกนผมออกเยอะเช่นกัน แล้วเลือกเจาะเอา วิธีการเจาะ FUE ต้องใช้วิธีการซุ่ม ยกตัวอย่างเช่น เรามีรากผมอยู่ แล้วเจาะชิดกันเกินไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ รอยเจาะจะอยู่ติดกัน และทำให้มีรอยแผลเป็นติดกัน จึงเกิดเป็นแผลเป็นขนาดใหญ่ ดูไม่สวยงาม เพราะฉะนั้นการเจาะ FUE นั้นต้องอาศัยความชำนาญในการเจาะ และกระจายแผลออกมาให้ดูสวยงาม และต้องคำนึงถึงความหนาแน่นของผมด้านหลังว่าเพียงพอหรือไม่ในการทำ

การปลูกผมแบบ FUE ทำงานอย่างไร?

เมื่อคุณอายุมากขึ้น วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผมและการงอกใหม่จะสั้นลงจนกระทั่งรูขุมขนไม่สามารถสร้างเส้นขนได้อีกต่อไป กระบวนการนี้แตกต่างกันสำหรับทุกคน บางคนเริ่มหัวล้านในช่วงอายุ 20 ปีในขณะที่คนอื่น ๆ หัวล้านในเวลาต่อมา การปลูกผมแบบ FUE ฟื้นฟูเส้นผมโดยการเปลี่ยนรูขุมขนเก่าเหล่านี้ด้วยรูขุมขนใหม่ที่ยังคงสามารถปลูกผมได้ หลังการปลูกถ่ายรูขุมขนจะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยเส้นเลือดและเริ่มปลูกผมในบริเวณที่เคยมีผมบางหรือหัวล้าน

ขั้นตอนการปลูกผม FUE

โดยขั้นตอนการทำงานของ FUE มีดังนี้

  1. ศัลยแพทย์ของคุณจะโกนขนในบริเวณที่จะกำจัดรูขุมขนและรอบ ๆ บริเวณที่ปลูกถ่าย
  2. ใช้เครื่องมือ micropunch จะช่วยขจัดรูขุมขนออกจากผิวหนังของคุณ
  3. จากนั้นศัลยแพทย์ของคุณจะทำแผลเล็ก ๆ โดยใช้เข็มหรือเครื่องมือที่มีความคมขนาดเล็กอื่น ๆ ซึ่งจะสอดใส่รูขุมขนที่ดึงออกมา
  4. พวกเขาจะสอดรูขุมขนเข้าไปในรอยบาก
  5. ศัลยแพทย์ของคุณจะทำความสะอาดและพันผ้าพันแผลบริเวณนั้นเพื่อพักฟื้น

เซลล์รากผม

ขอบคุณภาพจาก Million Hair Clinic

นี่คือทั้งหมดของเทคนิคการปลูกผมแบบ FUE สำหรับใครที่ผมบางอยู่แล้ว หรืออาจจะผมร่วงจากสาเหตุอื่น ไม่ว่าจะเป็นผมร่วงเพราะพันธุกรรมหรือกินยาแล้วผมร่วง ผมบางลง แต่ยังเลือกใช้วิธี FUE อยู่ ก็จะทำให้ผมด้านหลังบางยิ่งขึ้น และเกิดปัญหาผมด้านหลังบางยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือข้อเสีย แต่ข้อดีก็คือ เวลาที่เราโกนผม การทำผ่าตัดด้วยเทคนิค FUE จะเห็นแผลเป็นได้ค่อนข้างยากกว่าแบบวิธีผ่าตัด เนื่องจากว่าเป็นเพียงจุดขาว ๆ กระจายทั่วไป 

หากใครสนใจวิธีการปลูกผมแบบ FUE แต่ยังมีคำถามหรือข้อสงสัยก็สามารถสอบถามที่ Million Hair Clinic คลินิกเส้นผม ศัลยกรรมปลูกผม หรือโทรติดต่อที่เบอร์ 02-065-8830, 099-445-1424 

Click to rate this post!
[Total: 0 Average: 0]