รู้ก่อนดีกว่า! ยาอันตรายที่ทำให้กลายเป็น “คนผมร่วง”

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

สภาพร่างกายของคนเราล้วนมีช่วงเวลาที่เสื่อมสภาพ รวมถึงหนังศีรษะที่ไม่แข็งแรงก็อาจจะทำให้กลายเป็นคนผมร่วงได้เช่นกัน เมื่อร่างกายอ่อนแอก็อาจต้องพักรักษาและใช้ยาช่วย ซึ่งก็อาจมียาบางชนิด ที่เป็นอันตรายต่อเส้นผม หมายความว่าการที่คนไข้ทานยาเข้าไปแล้วมีอาการผมร่วง ผมบางเพิ่มขึ้น แต่อาจจะไม่ถึงขั้นที่ทำให้ผมร่วงร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในบทความนี้เราจะทุกคนมารู้จักยาอันตรายที่ทำให้กลายเป็น “คนผมร่วง” กัน

ยาทุกชนิดถูกออกแบบมาเพื่อรักษาสุขภาพและสภาวะร่างกายที่หลากหลาย แต่บางครั้งก็อาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมา ยาบางชนิดอาจมีส่วนทำให้ผมเจริญเติบโตมากเกินไป จนอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผมหรือผมร่วง

คนผมร่วง

ขอบคุณภาพจาก Freepik

ยาทำให้ผมร่วงได้อย่างไร?

ยาทำให้ผมร่วงโดยการรบกวนวงจรปกติของการเจริญเติบโตของเส้นผมที่หนังศีรษะ ในช่วง anagen ซึ่งเป็นเวลาสองถึงเจ็ดปีผมจะงอกขึ้น ในช่วง Telogen ซึ่งจะใช้เวลาประมาณสามเดือนที่ผมจะคงอยู่บนหนังศีรษะ และเมื่อสิ้นสุดระยะ Telogen ผมจะหลุดร่วงและถูกแทนที่ด้วยผมใหม่

ยาอาจทำให้ผมร่วงได้ 2 ประเภท ได้แก่ Telogen Effluvium และ Anagen Effluvium 

  • Telogen effluvium เป็นรูปแบบของผมร่วงที่เกิดจากยาที่พบบ่อยที่สุด โดยปกติจะปรากฏภายใน 2 ถึง 4 เดือนหลังจากรับประทานยา ภาวะนี้ทำให้รูขุมขนเข้าสู่ระยะพักตัว (Telogen) และหลุดออกเร็วเกินไป คนที่มีเทโลเจนที่ปล่อยออกมามักจะผลัดขนระหว่าง 30% ถึง 70% มากกว่าคนปกติ 100 ถึง 150 เส้นต่อวัน
  • Anagen effluvium คือการสูญเสียเส้นผมที่เกิดขึ้นในช่วง Anagen ของวงจรขนเมื่อเส้นขนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้เซลล์เมทริกซ์ซึ่งผลิตเส้นขนใหม่แบ่งตัวตามปกติ ผมร่วงประเภทนี้ มักเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันถึงสัปดาห์หลังจากรับประทานยา พบบ่อยที่สุดในผู้ที่รับประทานยาเคมีบำบัดสำหรับโรคมะเร็งและมักมีอาการรุนแรงทำให้ผู้คนสูญเสียเส้นผมส่วนใหญ่หรือทั้งหมดบนศีรษะเช่นเดียวกับคิ้วขนตาและขนตามร่างกายอื่น ๆ

ความรุนแรงของผมร่วงที่เกิดจากยาขึ้นอยู่กับชนิดของยาและปริมาณรวมถึงความไวต่อยานั้น ๆ สำหรับกลุ่มยาที่แพทย์พบบ่อย ๆ จะแบ่งออกเป็นดังนี้

รายชื่อยาอันตรายที่อาจทำให้ผมร่วง

1.Roaccutane คือ ยารักษาสิวที่คนไข้ใช้ทาน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการผมร่วงได้

2.กลุ่มยาที่ใช้ต้านการซึมเศร้าบางตัว สามารถทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน

3.ยาลดความดันโลหิต

4.ยารักษาโรคเกาต์ 

5.ยาภูมิคุ้มกัน 

6.ยาปรับฮอร์โมน

7.ยาคุมกำเนิด หนึ่งในยาที่สำคัญผู้หญิงที่ทานยาคุมแล้วทำให้ผมร่วง  

8.ยาแก้ปวดกลุ่ม non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs)

9.ยาฟีนาสเตอไรด์ (Finasteride) ซึ่งเป็นยายับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชาย DHT หรือ Dihydrotestosterone โดย Finasteride มีผลข้างเคียงที่สำคัญคือทำให้เกิดภาวะผมบางลง และร่วงในท้ายที่สุด

คนผมร่วง

ขอบคุณภาพจาก Freepik

ผมร่วงที่เกิดจากยารักษาอย่างไร?

สิ่งสำคัญคือต้องทบทวนยาที่คุณทานและหารือเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ เมื่อผมร่วงเกิดขึ้นจากยาที่คุณกำลังรับประทานมีโอกาสดีที่ผมจะงอกกลับมาได้เองหลังจากที่คุณหยุดใช้ยา หากการหยุดยาไม่ช่วยให้ผมบางลงคุณอาจต้องได้รับการรักษาด้วยfinasteride ( Propecia ) หรือminoxidil ( Rogaine ) ซึ่งเป็นยาที่ทำให้ผมร่วงช้าลงและสามารถกระตุ้นการงอกของเส้นผมใหม่ได้ 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยาอีกหลายตัว อาทิ ยากันชัก ยารักษาโรคทั่วไป ยาต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของโรคที่ทำให้ผมร่วง หรือโรคผมร่วงเป็นหย่อม แต่บางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่อย่างที่รู้กัน หลาย ๆ คนอาจจะกินยาแล้วผมร่วง แต่ไม่ถึงขั้นร่วงร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นกลุ่มของยาเคมีบำบัด ส่วนใหญ่จะเป็นตัวที่ออกฤทธิ์กับเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการแบ่งตัวของเซลล์ ดังนั้นรากผมจึงเป็นเซลล์หนึ่งในร่างกายที่ยังคงแบ่งตัวอยู่เรื่อย ๆ  ก็ได้รับผลของเคมีบำบัดด้วยซึ่งทำให้ผมหลุดร่วงได้เช่นกัน เช่น อาการผมร่วงจากมะเร็ง เป็นต้น แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้เลยซะทีเดียว สมัยนี้มีศูนย์ดูแลเส้นผมเกิดขึ้นหลายแห่ง รวมถึงที่ Million Hair Clinic คลินิกผมร่วง ที่ดูแลเกี่ยวกับเส้นผมโดยเฉพาะ จบปัญหาระยะเวลาการงอกของผมช้า ผมบาง หัวล้าน หัวเถิก เพื่อให้คุณกลับมามีความมั่นใจได้อีกครั้ง 

Click to rate this post!
[Total: 0 Average: 0]